| |
|
 |
ประเภทของความพิการ
"ความพิการ" หมายถึง ความบกพร่อง หรือการสูญเสียสมรรถภาพของร่างกาย และ(หรือ) จิตใจ ะทำให้มีข้อจำกัดในการเรียนรู้ การสื่อความหมาย (การพูด ฟัง อ่าน เขียน) การทำกิจวัตรประจำวัน การประกอบอาชีพ การสร้างสัมพันธภาพกับตนในสังคมซึ่งคนหนึ่งอาจจะมีความบกพร่องและมีขีด จำกัด อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างก็ได้
กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกกฎกระทรวง พ.ศ. 2537 ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคน พิการ พ.ศ. 2534 ได้แบ่งความพิการออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้
1. ความพิการทางการมองเห็น
2. ความพิการทางการได้ยิน หรือการสื่อความหมาย
3. ความพิการทางกาย หรือการเคลื่อไหว
4. ความพิการทางจิต หรือพฤติกรรม
5. ความพิการทางสติปัญญา หรือการเรียนรู้
1. ความพิการทางการมองเห็น
"ความบกพร่อง หรือการสูญเสียการมองเห็น" ได้แก่
1.1 ตาบอด คือ คนที่สูญเสียการมองเห็น ประกอบด้วย คนตาบอดที่มองไม่เห็นและคนที่มองเห็นบ้าง แต่ไม่มากนัก ซึ่งไม่สามารถใช้สายตาได้แม้ว่าจะได้รับการปรับ สภาพหรือรักษาแก้ไขแล้ว
1.2 เห็นเลือนลาง จะสามารถมองเห็นในระยะใกล้ๆ เด็กที่มีการมองเห็นบกพร่อง ไม่สามารถรับรู้สิ่ง
ต่างๆ รอบตัวเขาได้ด้วยอวัยวะรับสัมผัสอื่นๆ เช่น ได้ยินเสียง ใช้กายสัมผัสรู้อิริยาบทการทรงตัวและ การเคลื่อนไหว รู้กลิ่น รู้รส จึงสามารถเรียนรู้ได้ หากได้รับ โอกาส เด็กสูญเสียการมองเห็นสามารถเรียน หนังสือได้โดยใช้
อักษรเบรลล์ซึ่งเป็นตัวอักษร ที่คิดขึ้นสำหรับคนตาบอด เป็นตัวนูน เวลาอ่านจะใช้มือสัมผัสตามตัวอักษรที่เจาะลงบนกระดาษนั้น
2. ความพิการทางการได้ยินหรือ
การสื่อความหมาย
"คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องทางการพูด การได้ยิน การสื่อความหมายกับ ผู้อื่น" ได้แก่
2.1 คนที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา
2.1.1 คนที่มีความบกพร่องทางการพูด หมายถึงคนที่มีความบกพร่องในการ ออกเสียงพูดเนื่องจากอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงพูดบกพร่องหรือ
ผิดปกติ เช่น ปากแหว่งเพดานโหว่ รวมทั้งเด็กพูดไม่ชัดและติดอ่าง
2.1.2 คนที่มีความบกพร่องทางภาษา หมายถึง คนที่มีปัญหาในการเข้าใจภาษา และแสดงออกทาง
ภาษา เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน และสัญลักษณ์อื่นๆ
2.2 คนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง
2.2.1 คนหูหนวก หมายถึงคนที่สูญเสียการได้ยินมากจนไม่สามารถได้ยินเสียง ไม่ว่าจะใส่หรือไม่ใส่ ่เครื่องช่วยฟังก็ตาม
2.2.2 คนหูตึง หมายถึงคนที่พอจะได้ยินเสียงบ้าง สามารถใช้เครื่องช่วยฟังได "เด็กหูหนวก"เรียนรู้ภาษา โดยการใช้การมองดูท่าทางสีหน้าของคนอื่น และการแสดงออกของตัวเอง เขาจึงเรียนหนังสือและสื่อ ความหมายด้วย "ภาษามือ" คือการใช้มือบอกความหมายแทนภาษา และใช้"การสะดกคำ"ด้วยนิ้วมือ
ประกอบการอ่านปากด้วย
3. ความพิการทางกาย หรือการเคลื่อนไหว
คนที่มีความผิดปกติ บกพร่องหรือสูญเสียอวัยวะส่วนใด
ส่วนหนึ่งของร่างกายทำให้ไม่สามารถ เคลื่อน ได้ดีเท่าคนปกติ เช่น เด็กที่มีแขนขาเป็นอัมพาต เป็นโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ-กระดูก เช่น เท้าปุก เข่าติด เอวคด เด็กสมองพิการ หรือ ซี.พี. โปลิโอ ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อลีบ อวัยวะผิดรูป อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งขาด หายไป เด็กสมองพิการ (ซี.พี.) ไม่ใช่เด็กปัญญาอ่อน เขาคือเด็กที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย
และการทรงตัวที่เกิดจากความผิดปกติของสมองเฉพาะส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวซึ่งอาจเป็นทั้ง ตัว ทำให้เด็กไม่สามารถควบคุม การเคลื่อนไหวของแขนขาและร่างกายได้อาจมีอาการเกร็งหรือตัว อ่อนไม่มี แรง บางคนเป็นเพียงเล็กน้อย หรือเพียงบางส่วน เช่น เป็นเฉพาะแขน ขาข้าง เดียวหรือสอง ข้าง เด็ก ซี.พี.บางคนอาจมีความพิการอื่นร่วมด้วย ซึ่งจัดเป็น "ความพิการซ้ำซ้อน" เช่น ปัญญาอ่อน พิการทางตา หรือหู ก็ได้
4. ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม
หมายถึง "พฤติกรรมที่แตกต่างไปจากปกติอย่างมาก และเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เป็นแล้วไม่หาย อย่างรวดเร็ว พฤติกรรมนั้นไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็ก เช่น ก้าวร้าวอย่างรุนแรง ทำร้ายตนเองและผู้อื่น มีความวิตกกังวลมากเกินเหตุ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ุไม่สนใจ สิ่งต่างๆ ของข้าง ไม่โต้ตอบด้วย คล้ายๆ เหม่อลอยและชอบเล่นคนเดียวหรือบางคนอาจขาด สมาธิ อยู่ ไม่สุข วุ่นวายอยู่ตลอดเวลา"
5. ความพิการทางสติปัญญา ได้แก่
5.1 เด็กเรียนช้า หมายถึง เด็กที่มีปัญหาในการเรียน เรียนช้า หรือรับรู้ได้ช้ากว่าเด็กในวัยเดียว กัน มีระดับสติปัญญาประมาณ 70-90 (ระดับเชาว์ปัญญาปกติคือ 90-110) ตัวอย่างเช่น เด็กอาขุ 10 ปี แต่มีความสามารถเท่าเด็กอายุ 7-9 ปี
5.2 เด็กปัญญาอ่อน หมายถึงเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา อย่างชัดเจนหรือมีระดับ เชาว์ปัญญาต่ำกว่า 70 (ระดับสติปัญญา ได้แก่ปัญญา อ่อนขนาดน้อย ขนาดปานกลางและขนาด รุนแรง) การแสดงออกอาจจะไม่เหมือนเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน บางคนอาจจะพูดไม่รู้เรื่องสมาธิสั้น แต่บาง คนก็เรียบร้อย เชื่อฟังคล้ายเด็กเล็กกว่าอายุจริงแม้ว่าเด็กกลุ่มนี้จะเรียน ได้น้อย แต่ก็สามารถ ได้ช้ากว่าปกติหรือเรียนรู้ได้ช้ากว่าปกติหรือเรียนรู้เรียนรู้หรือเรียนหนังสือได้ตามความสามารถของเด็ แต่ละคน สามารถฝึกให้ เด็กช่วยเหลือตนเอได้ช้ากว่าปกติหรือเรียนรงได้ เช่น การถอด-ใส่เสื้อผ้า ด้วยตนเอ ง การทำความสะอาด บ้าน ซักผ้า ล้างถ้วยชาม เป็นต้น
|
|