เข็นวิลแซร์เรียนรู้ ...สู่โลกกว้าง


       ปรี๊น …. ปรี๊นๆๆ เสียงแตร รถคันหลังบีบกระแทกเสียงดัง คุณแม่รีบจ่ายเงินลงจากรถแท็กซี่ เปิดกระโปรงท้าย ยกรถเข็นวีลแชร์ …. กล้ามเนื้อที่แขนแม่เกร็ง กัดฟันจนเห็นกรามนูน เมื่อวีลแชร์ถึงพื้นแม่ลนรานจัดปรับให้พร้อมใช้งาน เสียงแตรยังดังมาจากรถคันหลัง … เข็นวีลแชร์ไปจอดข้างรถแท็กซี่ เปิดประตู อุ้มลูกลงนั่ง รีบเข็นวีลแชร์ไปริมทางเดิน ….. ยกแขนปาดเหงื่อ หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยซับน้ำลายให้ลูก รถคันนั้นเร่งเครื่องแล้วขับไปอย่างไม่ใส่ใจ … ทั้งๆที่เป็นจุดรับส่งผู้โดยสารรถแท็กซี่

      เช้าวันเสาร์หากใครผ่านไปบริเวณ รถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีหมอชิต จะเห็นภาพครอบครัวเด็กพิการรวมตัวกัน เข้าแถวขึ้นลิพท์สำหรับคนพิการ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความสะดวกสบาย เนื่องจากทางมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ได้ประสานงานความร่วมมือกับรถไฟฟ้าบีทีเอส เพื่อจัดกิจกรรม “ เรียนรู้โลกกว้างของเด็กพิเศษ ” ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ( หรือที่เรียกกันว่าท้องฟ้าจำลอง ) ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี ทั้งยังจัดเจ้าหน้าที่ให้ความสะดวกและดูแลความปลอดภัย
      เมื่อพร้อมกันที่ชั้น 3 ณ ชานชาลา เด็กๆ ทุกคนตื่นเต้น บางคนส่งเสียงหัวเราะ บางคนกางแขน เกร็งขา อยู่บนรถเข็น รอยยิ้มและการส่งเสียงโหวกเหวก นั่นคือการแสดงออกถึงความดีใจ ตื่นเต้น เด็กๆ ส่วนใหญ่เป็นเด็กสมองพิการ มีปัญหาในการเคลื่อนไหว ซึ่งแต่ละคนจะมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกร็ง งุ่มง่าม เคลื่อนไหวช้า ทรงตัวได้ไม่ดี เนื่องจากสมองส่วนที่ใช้ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งบกพร่องหรือสูญเสีย บางคนหัวโน้มลงคุณแม่ต้องคอยจับให้ตรง คนเริ่มหนาตา เจ้าหน้าที่รถไฟฟ้าฯ ดูแลความปลอดภัย และจัดที่ให้เด็กๆ ...รถไฟฟ้าเข้าจอด ประตูเปิดออก รถเข็นทุกคันทยอยเข้ารถไฟฟ้าฯ จัดการล็อครถวีลแชร์พร้อมกับจัดให้เป็นระเบียบ

     รถไฟฟ้าเริ่มออกตัว เด็กๆ ทุกคนส่งเสียงดัง บ้างก็ตะโกน ไม่นานเสียงเหล่านั้นก็ค่อยๆหายไป กลายเป็นเสียงกรี๊ดและหัวเราะ อย่างครื้นเครง ผู้โดยสารที่ขึ้นมาตู้เดียวกันและตู้ใกล้เคียงที่สามารถมองเห็นเด็กๆ และครอบครัว บ้างก็อมยิ้ม บ้างก็ส่งสายตาอาทร เอ็นดู แต่บางคนก็ขมวดคิ้ว แสดงถึงความสงสัย กระทั่งอดไม่ได้ที่จะถามว่ามาจากสถานสงเคราะห์ไหน ? แล้วจะไปไหนกัน ? เป็นคำถามที่เหมือนเข็มทิ่มแทงใจ จากการทำงานด้านเด็กพิการมาเกือบ 23 ปี ของมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ….. จากอดีตจนถึงปัจจุบันเรียนรู้ว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมยังมีทัศนะคติ และมักจินตนาการถึงภาพเด็กพิการช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เป็นภาระของครอบครัวสุดท้ายต้องเข้าไปอยู่ในสถานสังเคราะห์ เป็นภาพ ระของสังคมต่อไป


  มูลนิธิเพื่อเด็กพิการมีนโยบายหลักในการสร้างเสริมศักยภาพครอบครัวการพัฒนาฟื้นฟู บำบัด เด็กพิการโดยครอบครัว แบบบูรณาการและยั่งยืน เพื่อเด็กจะได้รับความรักความอบอุ่นจากครอบครัวซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ในการฟื้นฟูทางด้านจิตใจ พร้อมๆ ไปกับการฟื้นฟูด้านการแพทย์ การศึกษา และการเตรียมความพร้อมทางด้านสังคมให้กับเด็กพิการ ดังเช่น การส่งเสริมให้มีกิจกรรมเรียนรู้โลกกว้าง เพื่อให้เด็กพิการได้เรียนรู้ ฝึกทักษะการปรับตัวเข้ากับสังคม และการมีชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ ที่สำคัญทำให้พ่อ แม่ ผู้ปกครองมีความมั่นใจที่จะพาลูกออกสู่สังคม มีเพื่อน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน มูลนิธิเพื่อเด็กพิการจึงเปรียบเสมือนโรงเรียนสำหรับ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ได้เข้ามาเรียนรู้ การฟื้นฟูดูแล พัฒนา ลูก หลานพิการด้วยตนเอง เพื่อสร้างศักยภาพครอบครัวกับการพัฒนาลูกพิการ
      วันนี้คุณแม่แต่งตัวสวยปิ๊ง ! พาลูกๆ ออกมาเรียนรู้ สู่โลกกว้างได้อย่างภาคภูมิใจ ...กว่าจะผ่านมาถึงจุดนี้ ผู้เป็นแม่ พ่อ ครอบครัว ต้องผ่านความทุกข์มากมาย ตั้งแต่ได้รู้ว่าลูกพิการ แต่ด้วยกำลังใจที่มีให้กันจากลูกสู่พ่อแม่ สู่คนในครอบครัว และจากครอบครัวสู่ครอบครัว เป็นกลไกจัดการกับความทุกข์ให้กลายเป็นความสุขได้
     ถึงสถานีเป้าหมาย ….. สถานีเอกมัย ทุกคนเตรียมตัวลงจากรถ ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม …… รถจอดสนิทประตูเปิด ทุกคนเข็นรถออกจากรถไฟฟ้าฯ เพื่อมาพบกับปัญหาที่เราได้เตรียมการแก้ไขไว้ คือ การลงจากชั้น 3 ไปยังพื้นถนน (เนื่องจากสถานีเอกมัยไม่มีลิฟท์ ) หากใครใช้บริการรถไฟฟ้าฯ จะทราบดีว่าแต่ละชั้นนั้นสูง ทั้งนี้ด้วยความร่วมมืออันดีจากเจ้าหน้าที่รถไฟฟ้าฯ ได้ช่วยยกรถเข็นพร้อมเด็กนั่ง กว่าจะผ่านกันมาแต่ละชั้นเล่นเอาทุกคนเหนื่อย เพราะทั้งน้ำหนักรถเข็นและเด็ก หนักเอาการอยู่เหมือนกัน แอบกลัวอยู่ลึกๆว่าหากเกิดอุบัติเหตุระหว่างยกลง ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ………
     ฝนเริ่มลงเม็ดแล้ว …. รถเข็นทุกคันออกตัวอย่างรวดเร็วเมื่อถึงพื้นถนน... ยังไม่ทันครึ่งทาง ต้องพากันหลบฝนที่ป้ายรถเมล์ รอจนฝนซา จึงทยอยกันเข้าข้างในศูนย์วิทยาศาสตร์ฯ สิ่งที่เน้นย้ำกับผู้ปกครองทุกคน คือ การอธิบายให้ลูกได้รู้ว่าสิ่งที่เห็นที่สัมผัสคืออะไร เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ถึงลูกจะยังเล็ก เขาก็รับรู้สิ่งที่แม่สอนแม่บอกและจะเก็บไว้ในความทรงจำ จากนั้นทุกคนก็มุ่งหน้าเข้าสู่โลกของการเรียนรู้ ด้วยความสนุกเพลิดเพลิน เริ่มจากการเข้าไปในโลกเทคโนโลยีดาวเทียม ได้เล่นเกมส์ต่างๆ เรียกเสียงหัวเราะของเด็กๆ จากนั้นเราไปชมท้องฟ้ากันที่ห้องฉายดาว เรียนรู้เรื่องของดวงอาทิตย์กับปรากฎการณ์บนฟ้า ได้รู้จักดวงอาทิตย์ และปรากฏการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากดวงอาทิตย์ บรรยากาศภายในห้องฉายดาว เมื่อไฟลี่ลงจนเกือบมืด เด็กเริ่มส่งเสียงดัง แต่ด้วยความพยายามในการอธิบายของพ่อและแม่ ให้เด็กๆ ได้รู้และเข้าใจ สถานการณ์จึงเริ่มสงบลง ในความมืดมีแสงระยิบระยับของดวงดาว และเสียงบรรยาย ทำให้เด็กๆ เงียบ... นิ่ง.... และฟัง
     ถึงเวลาอาหารกลางวัน เรามักจะปูเสื่อนั่งทานอาหารที่เราจัดเตรียมมา แต่ครั้งนี้สถานที่ไม่เอื้ออำนวยจึงต้องใช้บริการของโรงอาหาร ซึ่ง ยกพื้นสูงมีบันไดก้าวขึ้นประมาณ 5 ขั้น แต่ …. ไม่มีทางลาดสำหรับรถเข็นคนพิการ … คุณแม่ คุณพ่อ ป้าๆ ต้องช่วยกันยกรถเข็นพร้อมเด็ก ขึ้นไปบนโรงอาหาร เพื่อให้เด็กๆ ได้ทานอาหารร่วมกัน จากนั้นไปเที่ยวโลกใต้น้ำ เด็กบางคนแม้จะพูดไม่ได้แต่เมื่อได้พบกับดาราฮอลลีวูดที่ชื่อนีโม ( ปลาการ์ตูน ) ทุกคนส่งเสียง อือ … อา .. พยายามยกมือที่เกร็งชี้ไปที่ตู้ปลา แม้กระทั่งเด็กบางคนนอนไม่กระดุกกระดิก แต่เมื่อแม่เข็นรถผ่านตู้ปลาการ์ตูน เขามองจนหน้าหัน คุณแม่จึงเข็นรถกลับมาใกล้ๆ เขามองดูอย่างชื่นชม เด็กๆ สื่อสารด้วยสายตา และท่าทาง ...เพียงเท่านี้พ่อแม่ก็มีความสุข ความหวังและกำลังใจ... 

 กิจกรรมการเรียนรู้โลกกว้างครั้งนี้ เด็กๆ พ่อแม่ ผู้ปกครอง พี่เลี้ยง อาสาสมัคร ทุกคนชอบห้องฉายดาว และโลกใต้ทะเล ได้ทั้งความรู้ ความเพลิดเพลิน ความมั่นใจในการออกสู่สังคมของพ่อแม่และลูกๆ เราเดินทางกลับกันในเส้นทางเดิม ……. ยกรถขึ้นไปยังชานชาลารถไฟฟ้าสถานีเอกมัย...... ถึง สถานีหมอชิต ลงลิฟท์ ….. ทุกคนร่ำลากันและกัน แต่ยังไม่ได้แยกย้ายไปไหน เพราะต้องรอใช้บริการรถแท็กซี่เท่านั้น
     ปัจจุบันสังคมไทยไม่เลวร้ายนัก เพราะยังพอมีพื้นที่ทางสังคมให้คนพิการ แม้จะมีขอบเขตที่จำกัด คงจะมีสักวันที่คนพิการได้อยู่ร่วมอย่างกลมกลืนไม่แปลกแยก ทุกสถานที่มีสิ่งเอื้ออำนวยความสะดวกแก่คนพิการ ไม่ว่าจะเป็นทางลาด ลิฟท์ รถประจำทาง ฯลฯ
      “ เด็กพิการ ” เมื่อโตขึ้นเรียกว่า “ คนพิการ ” เด็กพิการจะโตเป็นคนพิการที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดย “ พึ่งตนเอง ” หรือเป็น “ ภาระของสังคม ” คำถามนี้ตอบได้ไม่ยาก หากเข้าใจและให้โอกาสเด็กพิการได้เรียนรู้ ฟื้นฟู พัฒนาเต็มตามศักยภาพ เด็กพิการเติบโตเป็นคนพิการที่สามารถพึ่งตนเองและดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ได้อย่างมีสิทธิ์และศักดิ์ศรีเฉกเช่นคนทั่วไป

     ขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่รถไฟฟ้าบีทีเอสทุกท่านที่ให้โอกาสพวกเราได้ทำกิจกรรมดีๆ และได้เรียนรู้สู่โลก
มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ
546 ลาดพร้าว 47 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทรศัพท์/โทรสาร 0-2539 9958 0-2539 9706 0-2539 2916